Google
 

ในปัจจุบันที่การดำน้ำแบบ SCUBA เริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น

โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาสังเกตได้จากจำนวนโรงเรียน ชมรม หรือศูนย์ฝึกดำน้ำที่มีการตั้งกันมากขึ้น

เฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศที่มีใบประกาศณียบัตร จะเข้ามาเปิดร้านเช่า ขายอุปกรณ์ดำน้ำ

รวมทั้งการเปิดสอนการดำน้ำให้กับผู้สนใจ จึงทำให้มีจำนวนผู้สนใจการเรียนดำน้ำมากขึ้นเรื่อยๆอีกทั้งประเทศไทย
เรานั้นก็ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม มีทรัพยากรและโลกใต้ทะเลที่สวยงามไม่แพ้ที่แห่งใดในโลก การดำน้ำก็ สามารถดำ
กันได้ตลอดทั้งปี เพราะมีทะเลทั้งสองฝั่ง คือฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ที่สลับกันตามฤดูกาล และประกอบกับที่สถาน
ที่ท่องเที่ยวทางบก

ที่ต่างทยอยกันเปิดเผยตัวสู่สายตานักท่องเที่ยวกันเกือบจะหมดแล้วนั้นแหล่งท่องเที่ยวใต้ท้องทะเล
ก็ดูจะเป็นจุดมุ่งหมายต่อไป สำหรับนักเดินทางรุ่นใหม่ที่มีหัวใจของการแสวงหาสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งใหม่ที่น่าตื่นเต้น
ท้าทาย โดยเฉพาะการดำน้ำลึกที่เรียกว่า SCUBA DIVING
ซึ่งหากได้เรียนรู้ทักษะเพื่อให้การดำน้ำเป็นไปอย่างเพลิดเพลิน และที่สำคัญมีความปลอดภัยแล้วล่ะก็ การสัมผัสกับความ


หัศจรรย์ของโลกใต้ทะเลจะเป็นความประทับใจที่ไม่รู้ลืมทีเดียว สำหรับการเรียนรู้เรื่องดำน้ำนี้จะเป็นการสรุปเรื่องที่น่าสนใจที่ควรรู้ เป็นการแนะแนวทางสำหรับผู้สนใจโดยอาศัยหลักสูตรการเรียนดำน้ำตามหลักสากลของสถาบันสอนการดำน้ำ PADIแล ะNAUI ซึ่งเป็นสถาบัน สอนการดำน้ำที่เป็นที่รู้จักกันในวงการดำน้ำทั่วไป ก่อนที่จะไปเรียนรู้เรื่องการดำน้ำ มาดูกันก่อนว่ารูปแบบของการดำน้ำ ที่มีอยู่เป็นอย่างไรกันบ้าง
รูปแบบของการดำน้ำ แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
- การดำน้ำเพื่อเกมกีฬา (SPORT DIVING)
- การดำน้ำเพื่อประกอบอาชีพ (COMERCIAL DIVING)
- การดำน้ำเพื่อกิจการทหาร (MILITARY DIVING)

ซึ่งรูปแบบการดำน้ำ 2 ลักษณะหลังนั้น เป็นการดำน้ำที่ต้องใช้เทคนิคและทักษะในระดับสูง มีแรงกดดัน
จากสภาพของจิตใจและร่างกายค่อนข้างมาก ต่างจากรูปแบบของการดำน้ำที่เราจะพูดถึงกันนั่นก็คือ
การดำน้ำเพื่อเกมกีฬา ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ยาก ไม่ค่อยมีแรงกดดันกับสภาพของจิตใจหรือ
ร่างกาย เพราะเป็นการดำน้ำตามความต้องการของตนเองโดยไม่มีใครบังคับ
การดำน้ำเพื่อเกมกีฬานั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ
1. การดำน้ำแบบสกินไดวิ่ง หรือสนอคคลิ่ง (SKIN DIVING OR SNORKELING)
เป็นการดำน้ำแบบกลั้นหายใจครั้งหนึ่งแล้วดำลงใต้น้ำเมื่อต้องการอากาศหายใจ
จะต้องโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำแล้วกลั้นหายใจดำลงไปใหม่อีกครั้ง ระดับความลึกของ
การดำน้ำแบบนี้โดยเฉลี่ยประมาณ 20-30 ฟุต ระยะเวลาอยู่ใต้น้ำประมาณ
30-60 วินาที ใช้อุปกรณ์ในการดำน้ำเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น คือ หน้ากาก (MASK)
ท่อช่วยหายใจ (SNORKEL) และตีนกบ (FIN) การดำน้ำแบบนี้เหมาะกับ
บริเวณชายฝั่ง หรือเพื่อการออกกำลังกายแทนการว่ายน้ำ และเป็นการดำน้ำ
ชมแนวปะการังน้ำตื้น
2. การดำน้ำแบบสคูบ้า ( SCUBA = SELF CONTAINED UNDERWATER
BREATHING APPARATUS
ความหมายคือ เครื่องมือที่สามารถบรรจุอากาศ
นำลงไปใช้หายใจที่ใต้น้ำได้นั่นเอง)เป็นการดำน้ำที่มีขีดความสามารถในการ
อยู่ใต้น้ำได้เป็นเวลานานๆ และลงไปอยู่ในระดับลึกกว่า 100 ฟุตได้ ซึ่งจำเป็น
จะต้องใช้อุปกรณ์ประกอบอีกหลายชิ้นเพื่อช่วยให้สามารถอยู่ใต้น้ำได้อย่าง
สะดวกและปลอดภัย การดำน้ำแบบสคูบ้านี้เหมาะกับการดำน้ำในระดับลึก
และใช้ประกอบกับกิจกรรมอื่นๆได้ดี เช่น การถ่ายภาพหรืองานสำรวจ
<<< จะอย่างไรก็ตามการเรียนรู้วิธีดำน้ำแบบสคูบ้าจะต้องอาศัยการเรียนรู้แบบสกินไดวิ่งเป็นพื้น
ฐานก่อนเสมอ เพราะจะได้รับการฝึกหัดร่างกายและเทคนิคของการดำน้ำในเบื้องต้นอย่างถูกวิธี ซึ่งจะว่าไปแล้วผู้ที่มีพื้นฐานดำน้ำแบบสกินไดวิ่งมาดีแล้วจะเรียนรู้การดำน้ำแบบสคูบ้าได้ง่ายขึ้น >>>
โครงสร้างของการเรียนดำน้ำ การเรียนดำน้ำก็ไม่ต่างไปจากการเรียนรู้ทางด้านกีฬาประเภทอื่นๆเพียงแต่ว่ามีสิ่งที่จะต้อง
เรียนรู้ค่อนข้างมาก และซับซ้อนกว่ากันอยู่บ้าง เรียกได้ว่าเป็นความรู้ที่มีคุณค่าค่อนข้างสูงในทุกๆทาง และจะต้องอาศัย
เวลาเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติค่อนข้างมากกว่ากีฬาหรือกิจกรรมอื่นๆอยู่บ้าง ผู้ที่สนใจจะเรียนรู้ในเรื่องดำน้ำนั้น สามารถรับความรู้ดังกล่าวนี้ได้ 2 ทางด้วยกัน คือ
- เรียนรู้จากครูฝึกหรือสถาบันสอนดำน้ำ จากครูฝึก หรือครูสอนดำน้ำ
(DIVING INSTRUCTOR)
โดยต้องเป็ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาจากสถาบันสอนดำน้ำระดับมาตรฐานสากล
จนจบหลักสูตร และได้รับสิทธิ์ที่จะเป็นครูสอนดำน้ำได้โดยตรง ซึ่งสามารถออก
ประกาศณียบัตรรับรองการเรียนดำน้ำให้กับผู้มาเรียนได้เลยเปรียบเสมือนตัว
แทนของสถาบันสอนดำน้ำที่ได้ร่ำเรียนมา วิธีนี้ใช้กันอยู่ในปัจจุบันโดยทั่วไป
ซึ่งเป็นระบบที่สถาบันสอนดำน้ำต้นตอสามารถดูแลวิถีทางของการดำน้ำที่ตน
สร้างเอาไว้ได้ตลอดเวลา จากสถาบันสอนดำน้ำ เป็นวิธีสอนที่ใช้ระบบครูสอน
ดำน้ำหลายคนเช่นเดียวกับโรงเรียนซึ่งใช้กันอยู่ในชมรมหรือกลุ่มดำน้ำต่างๆ
โดยอาศัยแนวทางของการสอนดำน้ำจากสถาบันสอนดำน้ำมาตรฐานสากลที่มี
ชื่อในต่างประเทศ
วิธีการสอนแบบนี้เหมาะกับสมาชิกของชมรมหรือกลุ่ม
เพราะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายรวมทั้งเอื้อประโยชน์ต่อสมาชิกได้มากในด้านการบริการจากกลุ่มของตนที่สังกัดอยู่ สถาบันสอนดำน้ำที่มีระบบการเรียน และระดับการเรียนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงการดำน้ำทั่วไปมีดังนี้
- PADI Professionnal Association Diving Instructor
- USA NAUI National Association Underwater Instructor
- USA CMAS Confederation Mondiale das Activites Subaquatiques
- FRANCE YMCA Young Men 's Christian Association
- USA BSAC British Sub Aqua Club
- BRITISH

ทุกสถาบันที่สอนดำน้ำดังกล่าวข้างต้น มีบัตรประจำตัวของนักดำน้ำออกให้กับผู้ที่เรียนผ่านทุกคน นอกจากนี้ยังมีสถาบันสอนดำน้ำอื่นๆอีกมาก ที่ดำเนินการสอนดำน้ำอยู่เช่นเดียวกัน

- เรียนรู้จากเพื่อนหรือหน่วยงานอื่นๆ เช่นกองทัพเรือ, สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล,
กองโบราณคดีใต้น้ำ ฯลฯ
นักดำน้ำเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นนักดำน้ำที่มีความชำนาญต่อการดำน้ำสูงกว่านักดำน้ำที่ฝึกหัดมาทางด้าน
เป็นเกมกีฬาดังกล่าวมากทีเดียว เพราะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพของตนโดยตรง นักดำน้ำในกลุ่มนี้
จึงไม่มีปัญหามากเท่าใดต่อการทดสอบการดำน้ำของสถาบันดำน้ำสากล ถ้าต้องการบัตรดำน้ำมาใช้งาน ส่วนนักดำน้ำประเภทที่เรียนรู้จากเพื่อนฝูงก็สามารถจะขอทำการทดสอบความรู้ทางด้านการดำน้ำกับ
ครูสอนดำน้ำโดยตรง ถ้าหากต้องการบัตรนักดำน้ำได้เช่นกัน

ระบบการเรียนดำน้ำ จะมีวิธีการต่างไปจากการเรียนอื่นๆอยู่บ้าง เพราะจะต้องวางโครงสร้างการเรียนดังต่อไปนี้

1. ห้องเรียน (Classroom) เป็นการเรียนภาคทฤษฎี
ที่ต้องอาศัยการอธิบาย, ฉายสไลด์
และระบบการเรียนในห้องเรียนอื่นๆ ระยะเวลาในการเรียนในห้องเรียนนี้
จะใช้เวลาประมาณ 15 ชม. >>>


<<< 2.สระน้ำ (Pool) เป็นการเรียนภาคทฤษฎีควบคู่กับการปฏิบัติ โดยอาศัยสระน้ำเป็นที่เรียน ซึ่งจะมีอุปกรณ์ในการดำน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญ ใช้เวลาเรียนที่สระน้ำประมาณ 20 ชม.


3.ทะเล (Open Water)
เป็นการฝึกทบทวนภาคปฏิบัติ
ในสระน้ำกับสภาพทะเลจริงๆ
ซึ่งจะใช้เวลาทบทวนนับเป็น
ครั้งของการดำน้ำรวม 5 ครั้ง
ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ชม
.>>>


ระยะเวลาเรียนดำน้ำในช่วงของห้องเรียน สระนéำ และทะเล ถ้าเป็นการเรียนต่อเนื่อง จะใช้เวลา 4-5 วัน ในช่วงของการ
ออกภาคปฏิบัติทางทะเลนั้น ตามระบบของการเรียนดำน้ำที่เรียนจากครูสอนดำน้ำโดยตรง จะทำการทดสอบความรู้ของ
นักเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติไปพร้อมๆกันและวัดผลว่านักเรียนดำน้ำแต่ละคนสามารถผ่านตามหลักสูตรที่กำหนด
หรือไม่ เมื่อนักเรียนคนใดสามารถผ่านการทดสอบได้แล้ว ก็จะได้รับบัตรรับรองการดำน้ำ (Certificate Card หรือ C-Card) จากครูสอนดำน้ำนั้นๆ ถ้าหากไม่ผ่านการทดสอบก็จะมีการทดสอบซ้ำในครั้งต่อๆไปจนกว่าจะสอบผ่าน นั่นก็หมาย
ความว่าผู้ที่สมัครเรียนดำน้ำจะได้รับบัตรรับรองการดำน้ำทุกคน เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง
 

คุณค่าของการดำน้ำ เมื่อคุณเรียนรู้การดำน้ำจนจบหลักสูตรไปแล้ว
จะเกิดความรู้สึกแตกต่างไปจากการก่อนเรียนดำน้ำมากทีเดียว
ซึ่งโดยสรุปแล้วความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะมีดังนี้ คือ

- ขีดความสามารถทางน้ำสูงขึ้นมาก ความขลาดกลัวต่อการลงไปใต้น้ำหรือสภาพความเวิ้งว้างของทะเล จะหมดไปหรือลดน้อยลงไปอย่างน่าแปลกใจ 
- ระบบหายใจของนักดำน้ำ จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการขยายตัวของปอดที่ทำงานมากกว่าการหายใจตามปกติบนบก สามารถปรับระบบหายใจเพื่อลดความเครียดได้ทั้งขณะอยู่ใต้น้ำและบนบก

- การดำน้ำแม้จะไม่ได้มีรูปแบบของการออกกำลังเช่นเดียวกับการเล่นกีฬาอื่นๆก็ตาม แต่กล้ามเนื้อของร่างกายที่เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลาขณะอยู่ใต้น้ำที่มีสภาพความโน้มถ่วงน้อยต่อร่างกาย อุณหภูมิรอบกายต่ำกว่าบนบก บวกด้วยแรงกดดันโดยรอบที่มากกว่าบนบก จึงทำให้การดำน้ำเป็นการออกกำลังที่มากพอ หรือมากกว่าการออกกำลังกายที่บนบกเสียด้วยซ้ำ

- ระบบความปลอดภัยที่เข้มงวดของการดำน้ำกลับมาเป็นผลดีต่อตัวของนักดำน้ำเองที่จะกลายมาเป็นคนรอบคอบ มีความพร้อม และเลือกวิถีทางที่มีอัตราเสี่ยงน้อยที่สุด นอกจากนี้ก็จะให้ความสนใจต่อสุขภาพของร่างกายมากกว่าเดิม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อตนเองมากที่สุด
- สภาพแวดล้อมที่ใต้น้ำเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน จึงทำให้นักดำน้ำต้องให้ความสนใจต่อสิ่งต่างๆรอบตัวเอง จึงกลายเป็นผู้ที่ต้องเรียนรู้ธรรมชาติวิทยาไปโดยปริยาย เป็นการเพิ่มพูนความรู้ในด้านนี้ให้กับตนเอง และผลดีอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งก็คือ กลายมาเป็นผู้ที่รักธรรมชาติ และให้ความสนใจต่องานอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น
- สามารถเพิ่มกิจกรรมแปลกใหม่ให้กับตนเองได้อีกหลายทาง เช่น การถ่ายภาพใต้น้ำ ที่นักถ่ายภาพน้อยคนนักจะได้มีโอกาสลงไปถ่ายภาพที่นั่น งานอดิเรกที่เกี่ยวกับการสะสม เช่น ซากสิ่งของจากเรือจม, เปลือกหอย, หิน เป็นต้น โดนสรุปแล้วผลที่ได้รับจากการเรียนรู้เรื่องดำน้ำนี้ เป็นเรื่องที่ได้ประสบมากับนักดำน้ำที่เรียนจบมาแล้วทุกคน เพียงแต่ว่าจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละคนแต่อย่างน้อยเรื่องการเรียนรู้เรื่องดำน้ำนั้น จะเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ต่อคุณและผู้ใกล้ชิดได้อย่างคาดไม่ถึง เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องใช้ความรู้จากการเรียนดำน้ำที่ผ่านมาให้เป็นประโยชน์  

Copyright © 2004 KohTaoCenter.com All rights reserved

All Photographic Copyright by Photographer      Email : kohtao2001@hotmail.com